วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

จะมีอะไรหลังการเลือกตั้งในพม่า

จะมีอะไรหลังการเลือกตั้งในพม่า
โดย จอมพล ดาวสุโข




การเลือกตั้งในรอบ 20 ปีของประเทศพม่าไม่ได้ทำให้นักวิชาการหรือผู้สนใจในประเด็นของประเทศพม่าตื่นเต้น หรือตระหนกกลัวเท่าใดนัก นั่นก็เป็นเพราะการเลือกตั้งได้ถูก “วางยา” มาตั้งแต่แรกผ่านกฏกติกาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถึงย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในครั้งนี้นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในพม่าอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นทางดีหรือทางร้ายก็ตาม

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งนั้นจึงดูเป็นสิ่งที่ผู้จับตาสถานการณ์ในพม่าให้ความสนใจมากกว่า โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีพรมแดนติดกับพม่ามากที่สุดกว่า 2,000 กิโลเมตร ยาวตลอดแนวทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยหลากหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ภายใต้ท่าทีที่แตกต่างกันในช่วงก่อนการเลือกตั้ง บ้างโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาลทหารผ่านข้อตกลงหยุดยิง และแปรขบวนกองทัพชาติพันธุ์เป็นแนวร่วมอาสาปกป้องชายแดน โดยแลกกับผลประโยชน์ที่รัฐบาลทหารมอบให้ทั้งที่เปิดเผยและปิดลับ ในขณะที่บางกลุ่มก็แสดงท่าทีต่อต้านอำนาจจากส่วนกลางของพม่าผ่านการลงเลือกตั้งบ้าง หรือทำสงครามขัดแย้งกันในบางช่วงเวลา

ท่าทีก่อนการเลือกตั้งของชนกลุ่มน้อยของพม่าก่อนการเลือกตั้งนี้ แม้ว่าจะมีความคิดที่แตกต่าง แต่ทางการไทยที่ต้องเป็นฝ่ายรับบทหนักเมื่อพรมแดนฝั่งตรงข้ามมีปัญหาก็ยังคงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ได้ จนกระทั่งช่วงเย็นของวันอาทิตย์แห่งการเลือกตั้งนั่นเอง หลายเมืองยุทธศาสตร์ของชนกลุ่มน้อยที่ประชิดชายแดนไทยถูกจู่โจมโดยกองทัพโดยไม่ทันรู้ตัว จนหลายคนบอกว่านี่คือการแสดงกฤษดาอภินิหารครั้งสำคัญหลังจากหย่อนบัตรลงคะแนนเสียง บ้างก็ว่ากล่าวโดยคำพูดเสียดสีและตลกร้ายว่า นี่คือกองทหารที่ซุกซ่อนมาพร้อมกับหีบเลือกตั้งและบัตรลงคะแนนนั่นเอง ในขณะที่บางส่วนเชื่อว่าเกิดจากที่กองทัพนั้นได้ “กลิ่น” การแข็งข้อของชนกลุ่มน้อยเดิมจึงวางกำลังเตรียมการณ์ไว้ก่อนหน้า พร้อมชิงบุก “กระชับพื้นที่” ในช่วงที่กองกำลังชนกลุ่มน้อยยังไม่พร้อม

ไม่ว่าต้นสายของเสียงปืนแตกครั้งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ผลที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านที่ไม่ทันตั้งตัวต่างพากันอพยพ “หนีภัย” มายังฝั่งไทยเป็นจำนวนมหาศาลในหลายจุดสำคัญ เช่นที่ด่านแม่สอด หรือที่ด่านเจดีย์สามองค์ เป็นต้น การเข้ามา “หนีภัย” ของคนนับหมื่นนั้นทำให้ไทยที่มีนโยบาย “ไม่เปิด” และ “จะปิด” การขออพยพมาตั้งแต่แรกนั้นอิหลักอิเหลื่อเป็นอย่างมาก เพราะแหล่งข่าวมีความชัดเจนว่า ท่าทีของไทยหลังการเลือกตั้งพม่าเสร็จสิ้นคือ “ส่งกลับ” และ “ส่งกลับ” โดยอ้างว่า “พม่า” ได้ดำเนินสู่ความเป็น “ประชาธิปไตย” แล้ว แต่เมื่อสถานการณ์กลับพลิกผัน แน่นอนว่าผู้มีอำนาจในกระทรวงต่างประเทศหลายคนอาจจะ “ตกเก้าอี้” และ “หมดท่า” โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ยังไม่รวม “สินค้าส่งออก” อันได้แก่ยาเสพติดและของผิดกฎหมายที่เตรียมทะลักเข้าประเทศไทยเพื่อเป็นทุนรอนในช่วงสงคราม

เอาเข้าจริงแล้วชนกลุ่มน้อยนั้นต้องการความเป็นอิสระมากกว่าประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป นักข่าวอาวุโสท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า แม้อองซานซูจีจะได้ขึ้นมาบริหารประเทศ พวกเขาก็ยังคงไม่ไว้ใจต่อรัฐบาลกลางที่เมืองหลวงอยู่ดี เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือ การไม่เข้ามาแทรกแซงการปกครองของชนกลุ่มน้อย นั่นเท่ากับว่า พวกเขาต้องการความเป็น “อิสระ” ต่อรัฐบาลกลาง ตามข้อตกลงปางโหลงที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าเพื่อสร้างการต่อรองเรียกร้องเอกราช โดยมีข้อกำหนดว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่เข้าร่วมจะสามารถแยกตัวได้ในภายหลัง ซึ่งตามความเป็นจริงหลังจากการสลายตัวของเจ้าอาณานิคม รัฐบาลที่นำโดยชาวพม่าไม่ได้ให้ความจริงใจตามข้อตกลง จนเกิดความขัดแย้งที่สะสมมาสู่ความเกลียดชังในปัจจุบัน

ยิ่งการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่รัฐบาลทหารได้สร้างข้อกีดกันในการลงคะแนนเสียงของเหล่าชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรมในทุกวิถีทาง ตั้งแต่ไม่ให้รับสมัครในเขตเลือกตั้งนั้น ไม่ให้ผู้สมัครคู่แข่งหาเสียง จนกระทั่งไม่เปิดเขตการเลือกตั้งในฐานเสียงของชนกลุ่มน้อยโดยอ้างเหตุผลทางความปลอดภัยของชาวบ้าน เมื่อถูกกดในทุกทิศทางโดยไร้ซึ่งศักดิ์ศรีเช่นนี้ จึงทำให้หลายกลุ่มก้อนเริ่มไม่พอใจ จนทำให้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อศัตรูคนเดียวคือ กองทัพพม่าในที่สุด และทางฝ่ายรัฐบาลนอมินีทหารที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็จะสามารถใช้สรรพกำลังทางการทหารได้อย่างเต็มไม้เต็มมือมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยประการหนึ่งก็เพราะเป็นการใช้อำนาจที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตย

ในขณะเดียวกันท่าทีในการสร้างคาวมเป็นประชาธิปไตยของรัฐบาลทหารนั้นก็ต้องเดินหน้าเพื่อให้พม่าและประเทศที่ให้การสนับสนุนใช้เป็น “ข้ออ้าง” ในการหาผลประโยชน์มหาศาล การปล่อยนางอองซานซูจีเป็นอิสระก็อาจถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการ “หาเสียง” ของความเป็นประชาธิปไตย อีกมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลทหารต้องการสร้างภาพเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญให้กับชาวโลกว่า ฉันได้ปลดปล่อยสัญลักษณ์ทางประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว แต่กลับกันนักโทษการเมืองอีกกว่า 2,000 คนกลับไม่ได้โชคดี(หรือโชคร้าย) เช่นเดียวกับนาง เพราะนักโทษการเมือง นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยโนเนมยังคงถูกจับกุมอยู่ในคุกอินเส่ง ไม่ได้รับการปล่อยตัวแต่อย่างใด

ผู้คนจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนพรรค NLD ที่เธอเป็นผู้นำนั้นต่างพากันดีใจกับข่าวดีนี้ เช่นเดียวกับตัวเธอที่ประกาศว่า เธอพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องการตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่เธอจะเป็นผู้นำการตรวจสอบครั้งนี้ด้วยตนเอง ท่าทีเหล่านี้อาจไม่ทำให้ “รัฐบาลทหาร” ร้อนหนาวมากเท่าใดนัก ถ้าเป็นเมื่อก่อน แต่ผู้เขียนเชื่อว่าในกระแสของปัจจุบัน รัฐบาลทหารที่กำลังก้าวบันได 7 ขั้นสู่ความเป็นประชาธิปไตยก็อาจได้รับแรงสั่นสะเทือนจากคำพูดของสตรีผู้ถูกยกย่องเป็นแสงเทียนแห่งประชาธิปไตยในพม่าคนนี้พอสมควร

นั่นเป็นเพราะ รัฐบาลใหม่ที่แม้จะมีหน้าตาละม้ายรัฐบาลทหารมาก แต่พวกเขาไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบเดิมได้อีก นั่นเป็นเพราะถ้าหากเขาทำเช่นนั้น ภาพลักษณ์ที่พวกเขาพยายามวางแผนสร้างมาตลอดก็จะสูญสิ้นเสียในทันที ผู้เขียนจึงเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นั้นไม่อาจจะทำการกักขังนางในข้อหาเดิมๆที่รัฐบาลทหารเคยทำได้อีกต่อไป เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดปรากฏการณ์อันน่าตกตะลึงเช่นเมื่อชาวอเมริกันว่ายน้ำเข้าบ้านของนาง ในช่วงเวลา 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง ที่รัฐบาลทหารจะยังคงรักษา “ความสงบเรียบร้อย” ภายในประเทศพม่าอยู่

เราจึงอาจได้เห็นการกีดกันนางของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยระเบียบ ข้อห้ามที่แปลกกว่าการที่นางมีสามีเป็นชาวต่างชาติ ดังที่เคยกล่าวหามาตลอดชีวิตทางการเมืองของอองซานซูจี มากกว่าการกักขังนางด้วยวิธีทางทหาร

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นต้องติดตาม โดยเฉพาะไทยที่เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดมากที่สุด เพราะผลกระทบระลอกแรกที่ออกมาจากประเทศพม่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชนกลุ่มน้อยหรือความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเมืองหลวง/เมืองใหญ่ในพม่า จะส่งแรงสะเทือนมายังประเทศไทยเป็นประเทศแรกอย่างแน่นอน

เฉลิมฉลอง 57 ปีแห่งเอกราชกัมพูชา



ประชาชนกว่า2,000 ชุมนุมกันที่อนุสารีย์เอกราชในกรุงพนมเปญ  ซึ่งวันนี้จะมีพิธีครบรอบ 57 ปีของประเทศที่ได้รับการปดปล่อยจากอาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศส วงดนตรีได้เล่นสดุดีด้วยความรักชาติ ที่มีทั่งประฃาชน นักเรียนนักศึกษา นักการทูต  ตำรวจ  กองทัพกัมพูชา และบางคนก็จะถือรูปภาพพระเจ้านโรดมสีหมุนี และรูปพ่อ (พระเจ้านโรดมสีหนุ) ฝูงชนเฝ้าดูราชการอาวุโสวางพวงมาลาที่อนุสารีย์


พระเจ้านโรดมสีหมุนีวางพวงมาลาที่ฐานอนุสาวรีย์และจุดชนวนเปลวไฟอยู่ภายในศูนย์กลางประลำพิธี   ตามกระนั้นประเพณีเดิมเปลวไฟที่จุดจะยังคงอยู่ตลอดสามวัน ซึ่งจะมีมหาดเล็กเฝ้า และเปลวไฟนี้จะมอดลงโดยพระเจ้านโรดมสีหมุนีในวันพฤหัสบดี   


วันประกาศเอกราชมีเมื่อ 9พฤษจิกายน 1953 (2496)  กัมพูชาได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในอาณานิคมเป็นเวลา 90 ปี มันลงเอยเมื่อพระเจ้านโรดมสีหนุพูดว่า  สงครามครูเสดสู่ความเป็นอิสรภาพ ซึ่งต่อมากลายเป็นที่คุ้นเคยพันธะของหน้าที่ของการเมืองกัมพูชา     นาย Tea Banh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พูในวันที่ พฤษจิกายนเป็นวันที่สำคัญของประชาชนกัมพูชา  โดยเฉพาะ สมาชิกในกองทัพที่การเสียสละของพวกเขาที่มีอยู่เพื่อป้องกันอาณาเขตของประเทศเพื่อความมั่นคง  มันเป็นการยืนยันที่กัมพูชามรฃีอิสรภาพและความมั่นคงทางการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศ “เขาพูดในพิธี”



นาย Yim Sovann โฆษกฝ่ายค้าน พรรค Sam rainsy   พูดขอบคุณที่พระเจ้านโรดมสีหนุสามารถนำกัมพูชาต่อสู้เพื่อเอกราช  แต่ว่าเขาพูดว่ารัฐบาลต้องมีรฃนโยบายที่แน่นอนนกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย และเวียดนามที่จะต้องยอมรับในเอกราช และอธิปไตยของกัมพูชา



“เขาได้ขอบคุณ สีหนุ แต่เขาก็พูดถึงเรื่องปัญหาเขตแดนในปัจจุบันกับเพื่อนบ้านที่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับอธิปไตยของกัมพูชาในอนาคตนี้



เมื่อเร็วๆนี้ SRP  ได้กล่าวถึงรัฐบาลต้องกลับไปพิจารณาถึงกรณีเวียดนามล่วงล้ำพรมแดนกัมพูชา  

ชาวพม่าจำนวนมากรอคอยการปล่อยตัว “อองซานซูจี” ในเวลาอันใกล้

กลุ่มผู้สนับสนุนนางอองซานซูจีรอคอยการปล่อยตัวของนางที่จะมีกำหนดในช่วงค่ำของวันเสาร์(13) นี้ ภาพ : The Irrawaddy



นักข่าว นักการทูตและผู้สนับสนุนกว่า 200 ชีวิต รอคอยการปล่อยตัวของนางอองซานซูจีหลังจากที่กำหนดการกักขังในบ้านพักของเธอจะหมดลงในช่วงค่ำของวันนี้ (13 พ.ย.)

“การกักตัวนางอองซานซูจีจะไม่นานไปกว่านี้ และฉันคาดว่าจะไม่มีคำสั่งใดๆของรัฐบาลทหารที่ขยายเวลาการปล่อยตัวของนางออกไป นั่นเท่ากับว่า นางจะได้ปล่อยตัวในเวลา 19.00 น. ของวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553” Nyan Win ทนายความส่วนตัวของนางอองซานซูจีกล่าว

หลังการให้ข่าวของรัฐบาลทหารที่ว่า รัฐบาลจะไม่กักตัวของนางอองซานซูจีอีกต่อไปหลังการเลือกตั้ง ทำให้ผู้คนนับพันที่สนับสนุนนางจากทั่วประเทศเดินทางมาที่สำนักงานของพรรค NLD ที่ย่างกุ้ง พร้อมๆกับมาท่องเที่ยวยังเมืองหลวงเก่าของตนเองอีกครั้ง

ท่าทีของรัฐบาลทหารที่จะปล่อยตัวนางนั้นเคยมีขึ้นเมื่อประมาณปีที่แล้ว หากแต่เกิดเหตุการณ์ที่ชาวอเมริกันคนหนึ่งว่ายน้ำเข้าไปยังบ้านของเธอ ซึ่งเป็นเหตุผลให้เธอยังคงถูกกักบริเวณภายในบ้านมาจนถึงปัจจุบั

แม้วันนี้ พรรค USDP ของเต็งเส่ง นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นพรรคนอมินีของรัฐบาลทหารจะสามารถชนะการเลือกตั้งที่มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ก่อน และท่าทีของการปล่อยตัวนางอองซานซูจีก็เหมือนจะดีขึ้น ถึงกระนั้นนางก็ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่านางจะเป็นผู้นำในการทวงความยุติธรรมและตรวจสอบความโปร่งใสในการเลือกตั้งด้วยตัวเธอเองหลังได้รับการปล่อยตัว ท่ามกลางเสียงของประชาชนที่สนับสนุนพรรค NLD จำนวนมาก

“เรารู้สึกอึดอัดและหงุดหงิดกับการเลือกตั้งครั้งนี้มาก เราหวังว่าอองซานซูจีจะสามารถกลับมาเป็นผู้นำและจัดการกับสถานะของพรรคที่ยุ่งเหยิงได้ และเราเชื่อว่าพรรคจะสามารถเป็นที่ยอมรับหากมีการเลือกตั้งและได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วย” ผู้สนับสนุนคนหนึ่งกล่าว



วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

“อองซานซูจี” จะช่วยตรวจสอบการเลือกตั้งหลังการปล่อยตัว


                  
                 
สำนักข่าวอิรวดีรายงานว่า นางอองซานซูจี ผู้นำพรรค NLD และผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยในพม่า จะช่วยผลักดันการสืบสวนการทุจริตการเลือกตั้งในพม่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ผลการเลือกตั้งล่าสุดรายงานว่าพรรค USDP ที่นำโดยเต็งเส่งและเป็นพรรคนอมินีของรัฐบาลทหารได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับที่ ในทั้งสามสภา
“เราจะรวบรวมเสียงร้องเรียนการทุจริตและเผยแพร่มันออกมา” นางอองซานซูจีกล่าวผ่านการเผยแพร่ของ Nyan Win ผู้ใกล้ชิดของเธอ  โดยล่าสุดผลการเลือกตั้งถูกเผยแพร่ถูกรายงานผ่านสถานีโทรทัศน์ MRTV ของรับบาลทหารโดยไม่ได้ระบุจำนวนที่นั่งที่แน่นอน หากแต่ระบุว่า พรรค USDP ของเต็งเส่ง นายกรัฐมนตรี ได้คะแนนเป็นอันดับที่ โดยได้ประมาณ 75-80% 

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ท่าทีของ “กัมพูชา” ยังไม่ชัดเจนต่อการเลือกตั้งพม่า

รัฐบาลกัมพูชาแถลงท่าทีต่อการเลือกตั้งของพม่าในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ว่าทางรัฐบาลจะติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิดโดยคาดหวังว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย
Koy Kuong โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา



เราไม่ทราบว่าประเทศอื่นจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่รัฐบาลกัมพูชาหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย” Koy Kuong โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศกล่าวหลังถูกสอบถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในกลุ่มประเทศอาเซียนขณะนี้

ถ้อยแถลงดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เป็นถ้อยแถลงที่ไม่ได้มองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ทั้งกรณีการจัดการเลือกตั้งที่ถูกครอบงำโดยรัฐบาลทหาร รวมถึงการยังคงกักตัวนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยคนสำคัญของพม่าในบ้านพัก โดยที่โฆษกคนดังกล่าวยังกล่าวถึงกรณีของนางอองซาน ซูจีว่า “เป็นเรื่องการเมืองภายใน”

กัมพูชาและประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศมีท่าทีคล้ายๆกัน ต่างจากฟิลิปปินส์ที่ประกาศชัดเจนในการประชุมอาเซียนครั้งล่าสุดที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนามว่าการเลือกตั้งของพม่านี้เป็น “จำอวดการเมืองที่หลอกว่ามีความโปร่งใส”

ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคสม รังสี ก็แสดงท่าทีตรงกันข้ามกับรัฐบาลอย่างชัดเจน โดย Mu Sochua ทนายความของพรรคได้ออกมาแสดงความเห็นว่า “ถ้ารัฐบาลกัมพูชาต้องการให้ประชาคมโลกจดจำในฐานะรัฐประชาธิปไตย รัฐบาลควรจะมองการเลือกตั้งในพม่าให้มากกว่าการเลือกตั้งเท่านั้น” เธอกล่าว

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประชาสัมพันธ์

เกี่ยวกับเว็บ My Dear SEA


พวกเราต้องการผู้สนับสนุนเพื่อทำวารสารอุษาคเนย์ที่รักเพื่อสานต่อความรู้จากหนังสืออุษาคเนย์ที่รัก ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่....


myseaeditor@hotmail.com

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ตำรวจปราบจลาจลล้อมผู้ชุมนุมรณรงค์ “No-Vote”

การสาธิตหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งของรัฐบาลพม่า ณ กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา (ภาพ : MyanmarTimes)

ตำรวจปราบจลาจลล้อมกลุ่มผู้ชุมนุมรณรงค์ “No-Vote” ในการเลือกตั้งทั่วไปของพม่าในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ กลางเมืองย่างกุ้งเมื่อวันอาทิตย์(31) ที่ผ่านมา

“เราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้เพราะตำรวจปราบจลาจลอยู่ในทุกมุมถนน” ผู้ชุมนุมคนหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าว Mizzima

ตำรวจปราบจลาจลเริ่มจับตาการชุมนุมเรียกร้องอย่างแข็งขันขึ้นตั้งแต่มีการประกาศการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้การสนับสนุนพรรค National League for Democracy(NLD) ที่นำโดยนางอองซาน ซูจี ที่ประกาศไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งและถูกตัดสิทธิ์ในการเลือกตั้งไปก่อนหน้านี้

กลุ่มหนุ่มสาวที่ให้การสนับสนุนพรรค NLD ได้ออกมาเรียกร้องผ่านการใส่เสื้อยืดเรียกร้องความเป็นธรรมในการเลือกตั้งและรณรงค์ให้ประชาชน “No-Vote” ในการเลือกตั้งครั้งสำคัญในครั้งนี้ จนกระทั่งถูกตำรวจปลอกแขนแดงที่แสดงตัวเป็นตำรวจปราบจลาจลล้อมการชุมนุมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เราไม่ได้ทำแม้แต่การปราศรับบนเวที เราทำเพียงแค่บอกกล่าวกับชาวบ้านที่ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้” ผู้ชุมนุมอีกคนหนึ่งกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มหนุ่มสาวผู้ชุมนุมยังยืนยันจะชุมนุมต่อไป ทั้งยังทำหน้าที่เชิญชวนชาวบ้านในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะระบบการลงคะแนนลับที่ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวทั้งในและต่างประเทศเข้าสังเกตการณ์ในจุดลงคะแนนอีกด้วย